lopburiguide.com
 
 
  lopburiguide.com
  The different of Information

 
      
About Lopburi- Art-Culture-map and Way
  e-mail : VRpatour@hotmail.com
 
    งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ (ประจำปี ๒๕๕๒)   ๑๖-๒๒  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๒  ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ และโบราณสถานภายในเมือง


การแสดงการละเล่นในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช


การแสดงและการละเล่นของชาวไทยในจดหมายเหตุลาลูแบร์

มร.ลาลูแบร์ เป็นอัครราชทูตจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14  
ได้เดินทางเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศไทย
ในแผ่นดิน สมเด็จพระนารายร์มหาราช  
มาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 กันยายน ค.ศ.1687
และเดินทางออกจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 3 มกราคม 1688  รวมเวลาที่ลาลูแบร์อยู่ใน
ประเทศไทยเพียง 3 เดือน กับ 6 วันเท่านั้นแต่ลาลูแบร์ได้ศึกษาจดหมายเหตุที่มีผู้เขียน
เกี่ยวกับประเทศตะวันออก  มาก่อนที่จะออกเดินทางมาประเทศไทย
ทำให้มีความรู้เป็นพื้นฐานเดิมอยู่ก่อนและเมื่อนำมารวมกับประสบการณ์โดยตรงที่เขาได้รับ
ทำให้ลาลูแบร์สามารถเขียนจดหมายเหตุเกี่ยวกับประเทศไทยไว้หลายด้าน
สำหรับเรื่องการแสดงและการละเล่นของชาวไทยในยุคนั้น
เป็นด้านหนึ่งที่เขาได้เขียนไว้หลายประเภทเช่นกัน 
แต่ในที่นี้จะอธิบายถึงเฉพาะบางประเภทคือ


การคล้องช้างหรือ "วิธีจับช้างเถื่อน"

นับเป็นกิจกรรมที่จำเป็นของชาติไทยในยุคที่การศึกสงครามยังต้องใช้ช้างศึก
และในยามสงบชาวไทยได้ใช้ช้างเป็นพาหนะเดินทางติดต่อกัน
รวมทั้งการใช้แรงงานของช้างเข้าช่วยในการทำงาน
ในอดีตไทยเคยมี "นายโขลงขวาและโขลงซ้าย" ทำหน้าที่ควบคุมช้างป่า
เมื่อใดได้รับคำสั่งให้จับช้างนายโขลงทั้งสองจะต้องทำพิธีตามความเชื่อ
แล้วจึงออกไปปกช้างมารวมกัน ณ สถานที่ต้องการ
เมื่อถึงวันกำหนดต้อนโขลงช้างโดยใช้ช้างนำและช้างต่อ
ออกไปต้อนช้างที่มีขนาดตามที่ต้องการระหว่างทางถ้าเกิดปั่นป่วน
ก็ใช้วิธีกล่องช้างตามถนัดมีการทำคอกไว้ตามทางเป็นระยะๆ
ถ้าไม่มีคอกก็ใช้ช้างนำล้อมกันเป็นวงกลม จุดไต้เป็นระยะรอบวงนั้น
เพื่อกันไม่ให้ช้างแตกโขลงไป เมื่อต้อนมาถึงเพนียดแล้วก็นำเข้าซองซึ่งเป็นคอกขังช้าง 
ที่เพนียดจะมีผู้คนมาเฝ้าดูการคล้องช้าง
ลาลูแบร์ได้มีโอกาสชมการแสดงการคล้องช้างไทย และบันทึกเหตุการณ์
เตรียมสถานที่  การต้อนช้างเข้าเพนียดการนำช้างเข้าซอง 
การใช้ช้างต่อ  การใช้เชือกบาศอย่างชำนาญและการทำให้ช้างเชื่อง
เพื่อนำไปใช้งานได้




การชนช้างศึก


เป็นการแสดงอีกอย่างหนึ่งของราชสำนักไทย ที่ลาลูแบร์ได้มีโอกาสชมและบรรยายว่า 
ข้าพเจ้าได้เห็นช้างสองเชือกชนกัน  ตีนหลังของช้างทั้งคู่นั้นถูกผูกเชือกพวนไว้
มีคนสยามหลายคนยึดหางเชือกพวน และนอกจากนั้น
ยังมัดกระชับหางเชือกเข้าไว้กับหลักอีกด้วย ไว้ระยะห่างกัน
จนยากที่ช้างทั้งสองเชือกจะประสานงาในขณะที่เข้าปะทะกันได้ 
ช้างศึกแต่ละเชือกมีหมอควาญขี่ประจำคอยบังคับ
แต่พอปล่อยให้ช้างศึกเข้าสู้กันได้ 5-6 พัก การชนช้างก็เป็นอันจบ
จัดช้างพังเข้ามาล่อแยกช้างศึกออกจากกันไป


การชนไก่

ในจดหมายเหตุของลาลูแบร์ไม่ได้กล่าวถึงการพนันชนไก่
กล่าวแต่ว่าชาวไทยนิยมการชนไก่มาก  การชนไก่มักจะลงเอย
ด้วยการตายของคู่ต่อสู้ตัวใดตัวหนึ่งเสมอ พระมหากษัตริย์ไทย
จึงได้ทรงให้ออกประกาศห้ามการชนไก่เสีย เพราะพระสงฆ์เชื่อและกล่าวว่า
เจ้าของไก่นั้นจะได้รับการลงทัณฑ์ให้ปรภพด้วยการถูกเฆี่ยนด้วยฟากเหล็ก
นอกจากนี้ลาลูแบร์ได้บันทึกว่าไก่ที่กล้าหาญไม่จำเป็นต้องตัวใหญ่เสมอไป
แต่ธรรมดามักเป็นตัวที่มีอาวุธประจำตัวดีที่สุดคือมีเดือยอันคมและแข็งแรง
ถ้าไก่ชนตัวหนึ่งล้มลงเข้าจะให้มันดื่มน้ำ เพราะเขาทราบจากความจัดเจนว่า
มักจะเนื่องจากเหตุที่มันกระหายน้ำนั่นเอง และตามปกติเมื่อมันได้ดื่มน้ำเข้าไปแล้ว
ก็จะดำเนินการชนต่อไปอีก


การชกมวย

ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ได้บันทึกไว้อย่างสั้นๆ ว่า "การฉลองวัดนี้ มักจะมีการวิ่งวัว
และการกีฬาเครื่องสนุกสนานอย่างอื่นด้วย เช่น มวยปล้ำและมวยที่ต่อสู้กันด้วยศอก หมัด
ในการชกมวยนั้น นักมวยพันมือของตนด้วยด้ายดิบ 3 หรือ 4 รอบ แทนกำวงแหวนทองแดง
" ลาลูแบร์ไม่ได้อธิบายรายละเอียดของการต่อสู้หรือเวทีการต่อสู้มีสภาพอย่างไรบ้าง
แต่คนไทยปัจจุบันก็รู้จักมวยไทยอย่างดี เพราะยังคงนิยมจัดให้มีการแข่งขันกันเสมอๆ
และกลายเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง  มวยไทยมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากมวยสากลในประเด็นที่ว่า
มีกติกาอนุญาตให้ใช้อวัยวะส่วนอื่นๆ ได้ด้วยเช่น ศอก  เข่า  และเท้า เข้าชก ถอง และเตะได้


การวิ่งวัวหรือวิ่งงัว

ลาลูแบร์บันทึกไว้ว่า พวกเจ้านายทรงให้เลี้ยงและฝึกลูกวัวที่มีลักษณะดีไว้
เพื่อวิ่งแข่งตั้งแต่วัวยังมีขนาดเล็กๆในการแข่งขันต้องมีพี่เลี้ยง 2 คน
เป็นผู้จูงเชือกสนสะพายจมูกวัวขนาบข้างมาข้างละคน 
และยังมีคนอื่นๆ เป็นระยะคอยผลัดเปลี่ยนคนวิ่งไปกับวัวด้วย
แต่โดยมากในการแข่งขันมักใช้วัวคู่หนึ่งเทียบเข้ากับคันไถ
แข่งกับวัวคู่หนึ่งซึ่งเทียมไถเหมือนกันมีคนวิ่งขนาบไปซ้ายขวา
เหมือนกับแข่งวัวที่ไม่ได้เทียมไถและเพื่อไม่ให้ไถไปครูดกับพื้นดิน
จึงต้องมีคนอีกคนหนึ่งคอยยกไถขึ้นไว้แล้ววิ่งตามไป
และต้องจัดคนเปลี่ยนคนยกคันไถนั้นเป็นระยะๆ
การวิ่งและวิ่งกันภายนอกหลักเขตที่กำหนดไว้
โดยให้วิ่งเวียนขวาไปในทางเดียวกัน
นับเป็นการแข่งขันที่ต้องร่วมมือกันทั้งคนจูงวัว
ตัววัวเอง และคนยกคันไถด้วย



การแข่งเรือ

ในจดหมายเหตุของลาลูแบร์ การแข่งเรือที่จัดขึ้นเพื่อให้เขาได้ชม
นับเป็นการแสดงอย่างหนึ่งของไทยเขาได้บันทึกไว้ว่า 
ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่า การแข่งเรือที่เขาเอื้อเฟื้อจัดให้เราชมนั้น
จะนับเนื่องว่าเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งด้วยหรือไม่
เพราะในทรรศนะของชาวสยามนั้นการแข่งเรือเป็นกีฬามากกว่า
จะเป็นการละเล่น  ชาวสยามเลือกเรือยาว 2 ลำ มาเปรียบส่วนสัดให้เท่ากันทุกอย่าง
แล้วก็แบ่งออกเป็นสองพวก เพื่อพนันขันต่อกันครั้นแล้วคณะกรรมการก็ลุกขึ้นยืน
ทำจังหวะเร่งเร้าไม่เพียงแต่จะกระทบปลายตะขาบอันทำด้วยไม้ไผ่
ปล้องยาวที่ถืออยู่ในมือเท่านั้น ยังส่งเสียงร้องหนุนและโยกไหวไปทั้งเนื้อตัวอีกด้วย 
พวกฝีพายก็ปลุกใจตัวเองด้วยการส่งเสียงร้องอย่างน่าเกรงขาม
พวกคนดูที่เล่นพนันขันต่อไว้ก็เปล่งเสียงร้องออกท่าทางราวกับว่าลงไปพายร่วมกับเขาด้วย
มีบ่อยๆ ที่เขาไม่มอบหน้าที่คณะกรรมการให้จังหวะแก่ฝีพาย แต่หัวหน้าพวกนั้นทั้งสองข้าง
จะชิงเข้าทำหน้าที่เสียเอง



การเล่นไม้สูง

ลาลูแบร์บันทึกว่า พระมหากษัตริย์ไทยโปรดการแสดงไม้สูงมาก
ทางราชสำนักมักจัดให้มีการแสดงถวายทอดพระเนตรเสมอ
โดยเฉพาะขณะแปรพระราชฐานไปประทับที่ลพบุรี
และการเล่นไม้สูงของชาวไทยแสดงได้ดีมากด้วย
แต่ลาลูแบร์ไม่ได้ตั้งใจดูอย่างจริงจังเพราะเขาสนใจการแสดงงิ้วมากกว่าการแสดงอื่นๆ
อย่างไรก็ตามเขาได้อธิบายการเล่นไม้สูงแบบต่างๆ ไว้คือ
แบบแรก พวกไม้สูงสยามปักลำไม้ไผ่ลงในดินและที่ปลายลำแรกก็ผูกไม้ไผ่เข้าอีกลำหนึ่ง
และปลายลำที่ 2 ก็ผูกลำที่ 3  ต่อขึ้นไป และปลายลำที่ 3 นั้น
ติดห่วงวงกลมเป็นทำนองกรอบไม้แร็กเก้ตกลมที่ด้ามยาวมาก
ฉะนั้นผู้แสดงจับสองด้านขอบห่วงไว้มั่นด้วยมือทั้งสองวางศีรษะของตนไว้ที่ขอบล่างด้านใน
แล้วยกชูเท้าขึ้นชี้ฟ้าและอยู่ในท่าเช่นนี้ตั้งชั่วโมงหรือบางทีก็ชั่วโมงครึ่ง
ครั้นแล้วก็หย่อนเท้าข้างหนึ่งลงมาเหยียดตรงที่ตนวางศีรษะตั้งอยู่
โดยมิได้ชักเท้าอีกข้างหนึ่งลงมาเหยียบยันแต่ประการใด
แล้วก็ลงมือแสดงไปตามถนัดของเขา คือมิได้ยกตัวขึ้นเป็นแต่บิดตัวไขว้
ข้อที่น่ากลัวอันตรายและลำบากอย่างหนึ่งคือ ลำไม้ไผ่สามลำต่อนั้นโยกเยกอยู่เสมอ
การแสดงลำไม้ไผ่อย่างนี้ ชาวสยามเรียกว่าลอดบ่วงการแสดงไม้สูงยังมีอีกแบบหนึ่ง
ไม่ได้ลอดบ่วง แต่เป็นการไต่ลอดบันได โดยใช้ดาบหงายคมขึ้นเป็นขั้นบันได
คือยังมีอีกพวกก็ปักบันไดสูงมากลงกับพื้นดิน แม่กระไดนั้นเป็นลำไม้ไผ่
ส่วนลูกกระไดนั้นเป็นดาบหงายคมขึ้น เขาปีนขึ้นไปจนสุดกระไดนั้น
แล้วเลี้ยงตัวอยู่แล้วก็ร่ายรำบนคมดาบขุนลูกกระโดชั้นสูงสุดยอด 
โดยไม่มีสิ่งไรจะใช้พยุงตัวได้เลยในขณะที่กระไดเอนไปเอนมาราวกับต้นไม้ที่ต้องลมพัด
ฉะนั้นครั้นขาลงก็เอาศีรษะลงก่อนไต่เลี้ยวลอดคมดาบอย่างรวดเร็ว
ข้าพเจ้าได้เห็นตอนขาลง ไม่ได้ตั้งใจดูเมื่อเขาอยู่บนดาบชั้นยอดสุด
และไม่ได้เข้าไปดูด้วยว่าลูกกระไดนั้นเป็นดาบจริงๆ ด้วยหรือไม่
และถึงจะเป็นดาบจริงก็คงจะไม่คมเลย นอกจากที่ขั้นต่ำๆ เท่านั้น
เพราะอาจมองเห็นได้ง่าย


การเล่นว่าว

"ว่าวของสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามปรากฏในท้องฟ้าทุกคืน ตลอดระยะเวลา 2เดือน
ของฤดูหนาวและทรงแต่งตั้งขุนนางให้คอยผลัดเวียนเปลี่ยนเวรกันถือสายป่านไว้
นั่นเป็นข้อความเกี่ยวกับการเล่นว่าวของพระมหากษัตริย์ไทย
ในจดหมายเหตุของลาลูแบร์ว่าวเป็นการละเล่นของหลายประเทศ
จีนเป็นชาติที่นิยมเล่นว่าวมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์
และมีผู้สันนิษฐานว่าไทยคงจะรู้จักการเล่นว่าวมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย
การเล่นว่าวปรากฏอยู่ในพงศาวดารเหนือพูดถึงพระร่วงว่า พระร่วงนั้นคะนองนัก
มักเล่นเบี้ยและว่าว ไม่ถือว่าเป็นท้าวพระยา เสด็จไปไหนก็ไปคนเดียว
นอกจากนั้นยังกล่าวอีกว่า การชักว่าวของพระร่วงทำให้เกิดเรื่องยุ่งยาก
เพราะว่าวเกิดขาดลอยไปติดที่ยอดประสาทเมืองตองอู
พระร่วงต้องตามว่าวไปถึงเมืองตองอู
การเล่นว่าวโดยทั่วไปเป็นการเล่นในยามว่างเพื่อความสนุกสนาน
แต่สามารถจัดการแข่งขันเพื่อแพ้ชนะกันได้
จึงอนุโลมให้เป็นการแข่งขันกีฬาพื้นเมืองอีกประเภทหนึ่ง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัย
ในกีฬานี้เป็นพิเศษได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯตั้งคณะกรรมการดำเนินการแข่งขัน
และวางระเบียบการเล่นว่าว ณ ท้องสนามหลวงไว้ใช้บังคับครั้งแรกในปี พ.ศ.2448 
ปัจจุบันการแข่งว่าว "จุฬา" และ "ปักเป้า"
ณ ท้องสนามหลวงยังคงจัดเป็นประจำทุกปี

นอกจากการละเล่นที่กล่าวมาแล้วนี้ ในจดหมายเหตุของลาลูแบร์
ได้บันทึกการแสดงและการละเล่นอื่นๆ
ของชาวไทยไว้อีกหลายอย่าง อาทิ โขน  ละคร  ระบำ หุ่นกระบอก  สกา
และ หมากรุก เป็นต้น



ข้อมูลจาก :
หนังสือ ที่ระลึกวันสมเด็จพระนารายณ์  ฉลองครบรอบสามร้อยปี ไทย-ฝรั่งเศส
ผู้จัดทำ จังหวัดลพบุรี

 


   
 
 
 
 
 
 
 
   
 
 
 
 
 
 
 
                                                                     280 / 210 pix