| |
|
|
|
| |
แม่น้ำลพบุรีบรรจบแม่น้ำบางขามบริเวณหน้าวัดพรหมาสตร์ |
|
|
| |
|
|
| |
|
|
|
|
|
แม่น้ำลพบุรีเป็นแม่น้ำที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลม่วงหมู่
อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรีไหลผ่านจังหวัดลพบุรีมาบรรจบกับแม่น้ำป่าสัก
ที่อำเภอเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีความยาวประมาณ 85 กิโลเมตร |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของการสัญจรด้วยเรือที่เริ่มจางหายไป
จากลำน้ำลพบุรีที่ในอดีตที่เคยคราคร่ำไปด้วยจำนวนเรือมากมาย
หลากหลายรูปแบบ กระทั่งในวันนี้แทบไม่เห็นแม้กระทั่ง
เรือแจวพื้นบ้านเลย สิ่งที่ยังพอหลงเหลือให้เห็นอยู่
คงมีแต่เรือนแพที่ลอยลำกับยอที่เป็นเครื่องมือหาปลา
ของชาวบ้านริมสองฝั่งคลองเท่านั้น
ประมาณพ.ศ. 2505-2510 ใครที่มีีวัยเด็กในช่วงนั้นคงสนุกสนาน
กับการดำผลุดดำว่ายในแม่น้ำแห่งนี้
เรือบรรทุกข้าวที่ลากจูงยาวต่อกันหลายลำท้าทายชวนให้เด็กๆ
ที่กำลังเล่นน้ำกลุ่มใหญ่ต่างที่จะโผเข้าไปเกาะเกี่ยวเรือ
ที่ลาดจูงกันมา
ในขณะผู้ที่อยู่บนเรือต้องคอยถือไม้
มาไล่เด็กๆให้ไกลพ้นจากแนวลากจูงด้วยเกรงอุบัติเหต
ุและความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ามันคงเป็นความยุ่งยาก
รวมทั้งการหาผู้รับผิดชอบด้วยเช่นกัน
ในอดีตถนนจากศาลพระกาฬผ่านบ้านวิชาเยนทร์ ตรงไป
จะเป็นทางเทลาดลงไปสู่แม่น้ำลพบุรี(ปัจจุบันบริเวณตรงข้ามศาลลูกศร)
ด้านซ้ายของทางเทลาดลงแม่น้ำมีตรอกโรงยา(โรงยาฝิ่น )
ละแวกนั้นมีท่าเรือเขียว-ท่าเรือแดง สำหรับเดินทางเข้ากรุงเทพ
ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณเชิงสะพานที่จะข้ามไปวัดพรหมาสตร์
เรื่องของเรือเขียว-เรือแดงนี้ได้มีการกล่าวไว้เกี่ยวกับ
เรือสำเภาของจีนซึ่งมีระเบียบไว้ว่า
หากเป็นสำเภาของจีนฮกเกี้ยนให้ทาหัวเรือสีเขียว
ส่วนสำเภาของชาวแต้จิ๋วให้ทาหัวเรือสีแดง
อันนี้ไม่ทราบว่าจะมีความสัมพันธ์กันหรือไม่เพียงใด
กับเรื่องสีของท่าเรือเขียว-เรือแดงที่ลพบุรีนี้
มีผู้เล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนที่ลพบุรีไม่มีโรงน้ำแข็ง
ก็ต้องนำน้ำแข็งล่องเรือขึ้นมาจากกรุงเทพฯ กลบด้วยขี้เลื่อย /แกลบ
ตลอดจนเพื่อนๆที่มีภูมิลำเนาอยู่แถว อ.บ้านแพรกซึ่งเป็นเขตติดต่อ
อยุธยากับลพบุรี เล่าให้ฟังว่าการเดินทางด้วยเรือในสมัยนั้น
เพื่อที่เข้ามาเรียนในตัวจังหวัดลพบุรีต้องใช้เวลาการเดินทาง
นานนับชั่วโมงทีเดียว... |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ระยะถัดมาเมื่อวันที่เรือเขียว-เรือแดงเริ่มหยุดวิ่งลง การเดินทางด้วยเรือก็ยังคงมีอยู่
ยังคงมีมีเรือหางยาวและเรือสองตอนวิ่ง โดยเรือหางยาวทั่วไปจะจุผู้โดยสารประมาณ 8-12 คน
ส่วนเรือสองตอนนั้นจะคล้ายกับเรือหางยาวแต่สั้นกว่ามีที่นั่งสองตอน
นั่งได้ตอนละ 2 คนรวมผู้ขับเรือเป็น 5 คน
เครื่องยนต์ที่ติดบนเรือก็เป็นเครื่องยนต์สูบเดียว
ใช้เครื่องยนต์ JERO หรือ ROTAX ยังไม่มีการนำเครื่องของรถยนต์ไปติดตั้งในเรือ
ดังเช่นในปัจจุบัน
วัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำลพบุรีในตัวเมืองก็เช่นวัดพรหมาสตร์เลยขึ้นไปทางจังหวัดสิงห์บุรี
ก็จะมี วัดมะปรางค์หวาน, วัดเทพกุญชร, วัดอัมพวัน, วัดกลาง,วัดโพธิ์ระหัต, วัดสิงห์ทอง,
วัดทองแท่ง, และวัดสนามไชย เป็นต้น แต่ละวัดก็ห่างกันประมาณกิโลเมตรเศษ
แม่น้ำลพบุรีส่วนนี้ก็จะคู่ขนานกับเส้นทางรถยนต์จากลพบุรีไปยังจังหวัดสิงห์บุรี
ถนนสายลพบุรี-สิงห์บุรีในระยะ พ.ศ. 2510 ที่ยังคงอาศัยการเดินทางด้วยเรือ
เพราะ
รถประจำทางที่วิ่งในแต่ละวันมีจำนวนน้อย อีกประการหนึ่งคือ
ยังไม่มีสะพานข้ามคลอง ผู้ที่อาศัยอยู่อีกฝากหนึ่งของฝั่งคลองก็ต้องใช้
เรือข้ามคลองอยู่ดี เช่นนี้เองเรือจึงยังคงเป็นนิยมอยู่ในช่วงนั้น....
เวลาที่เหลือในวันนี้ ดูเหมือนจะเป็นยุคสุดท้ายที่เราจะได้พบเห็นเรือสัญจร
บนสายน้ำแห่งนี้ดังเช่นในอดีตกระมัง?
ความคงอยู่ของแม่น้ำลพบุรีสายน้ำนี้
ี้ อาจถูกวัชพืชและโคลนตมสะสมจนตื้นเขินและกลายเป็นคูน้ำเล็กๆ
การอนุีัรักษ์พัฒนาดูแลปรับปรุงเพืื่อให้แหล่งน้ำที่เคยเลื่องลือชื่อแห่งนี้
ให้เป็นแหล่งกำเนิดหอย ปู ปลา หรือสัตว์น้ำอื่นๆที่พอจะเป็นแหล่งอาหารของ
คนพื้นบ้านในละแวกสองฝั่งคลองเพื่อยังคงภาพของวิถีท้องถิ่น
ให้คงปรากฏอยู่และรอวันที่เหมาะสมกับการพัฒนาแม่น้ำสายนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
ตลอดจนศึกษาวิถีชุมชนก็คงนับว่าเป็นเรื่องสมควรและเหมาะสม
ดังนั้นแล้วความห่วงใย-หวงแหนและช่วยกันรักษาแม่น้ำสายนี้
เพื่อให้หล่อเลี้ยงชุมชนโดยทางตรงและทางอ้อมคงมิใช่เรื่องสูญเปล่าอย่างแน่นอน
การร่วมมือช่วยกันดูแลรักษาแม่น้ำลพบุรีสายนี้ให้สืบสถาพร
จึงอาจเปรียบเสมือนการได้ต่อชีวิตและลมหายใจของผู้คนในท้องถิ่นนี้เช่นกัน.....
ทะรี.
 |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|